26 มิถุนายน 2553
30 พฤษภาคม 2553
ธรรมชาติแห่งองค์กรรัฐ จากมุมมองอันน้อยนิด
ผมเพิ่งออกมาจากตำแหน่งอันยิ่งใหญ่(ในสายตาคนอื่นๆ) โดยออกมาสู่การทำงานที่มีมุมมออัน้อยนิด ในความคิดของผม จากเดิมนั้นเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้มุมมองอันมหาศาล และ ทำให้ผมไม่สามารถมองเรื่องเล็ก แม่กระทั่งเห็นว่าเรื่องเล็กเป้ฯเรื่องไม่สำคัญและน่ากวนใจซะมากกว่า
แต่ มันเป็นเรื่องสำคัญ ในมุมมองของคนจำนวนมาก
ที่ยืนแห่งการทำงานของผู้คน ทำให้มุมมองต่องานและ ต่อเรื่องราวในชีวิตนั้นผิดแผกแปลกแยกกันต่างๆ
นี่คือบทสรุปบทหนึ่งที่ผมคิดได้ในขณะจิตนี้
การทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านเหมือนกัน
ตอนเขียนไปเขียนมา ก็รู้สึกว่า เราฟุ้งฟุ้ง เบริเบริ บางทีเสียเวลาไปกับการทำอะไรก็ไม่รู้
อย่างตอนนี้ ที่ทำงานเดิมของผม... ก็ได้ข่าวมีเพื่อนร่วมงานมาเล่าให้ผมฟังว่า ตรงนั้นเขายกเลิกไป แล้วก็ตรงนี้เขาก็ยกเลิกไป ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมเคยเปลี่ยนที่ทำงานออกจากตำแหน่งนี้ มา สองครั้ง โดยมาทำงานในอีกตำแหน่งที่เป็นไม่เกี่ยวข้องกับงานเดิม ความรู้สึกคล้ายกัน คือ ไม่มีอะไรยั่งยืน ผมรู้สึกอย่างนี้ทำให้ผมค่อนข้างคิดต่อต้านกับเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืน
เมื่อหัวเปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยนตามมา ยังไม่เห็นมีที่ไหนมีการยกเว้น เพราะทำอย่างเป็นกงล้อที่หมุนไป
สมคบ
คนฝึกเขียน
แต่ มันเป็นเรื่องสำคัญ ในมุมมองของคนจำนวนมาก
ที่ยืนแห่งการทำงานของผู้คน ทำให้มุมมองต่องานและ ต่อเรื่องราวในชีวิตนั้นผิดแผกแปลกแยกกันต่างๆ
นี่คือบทสรุปบทหนึ่งที่ผมคิดได้ในขณะจิตนี้
การทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านเหมือนกัน
ตอนเขียนไปเขียนมา ก็รู้สึกว่า เราฟุ้งฟุ้ง เบริเบริ บางทีเสียเวลาไปกับการทำอะไรก็ไม่รู้
อย่างตอนนี้ ที่ทำงานเดิมของผม... ก็ได้ข่าวมีเพื่อนร่วมงานมาเล่าให้ผมฟังว่า ตรงนั้นเขายกเลิกไป แล้วก็ตรงนี้เขาก็ยกเลิกไป ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมเคยเปลี่ยนที่ทำงานออกจากตำแหน่งนี้ มา สองครั้ง โดยมาทำงานในอีกตำแหน่งที่เป็นไม่เกี่ยวข้องกับงานเดิม ความรู้สึกคล้ายกัน คือ ไม่มีอะไรยั่งยืน ผมรู้สึกอย่างนี้ทำให้ผมค่อนข้างคิดต่อต้านกับเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืน
เมื่อหัวเปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยนตามมา ยังไม่เห็นมีที่ไหนมีการยกเว้น เพราะทำอย่างเป็นกงล้อที่หมุนไป
สมคบ
คนฝึกเขียน
11 กุมภาพันธ์ 2553
ศูกร์ 12 กพ 53

ช่วงเวลาที่ผ่านมา นับว่าเป้นการใช้ไม้นวม ในการทำงาน อย่างมาก เนื้องานมัก เน้นหนักไปในทางการพัฒนา มากกว่า มีคนบอกผมว่า คุณน่าจะไปเป็นนักพัฒนามากกว่า เป็นนักบริหาร ... ผมเองไม่เคยเรียนบริหารมา พยายามหาหนังสืออ่านมาเหมือนกัน แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การเป็นนักบริหาร ในตำราที่พูดถึงนั้น ช่างแตกต่างจากอุปนิสัยของผมเหลือเกิน ผมมีทางอออกทางเดียว คือ เปลี่ยนตัวเอง ออกจากการเป็นผู้บริหารโดยเร็วที่สุด ... .และ คิดว่า หน่วยงานี้คงจะมีความสุขขึ้นเยอะ
การเฝ้าทำร้ายผู้อื่นนั้น เท่ากับ เป็นการทำร้ายตนเอง ... ทางออกคือ ยกเลิกการเฝ้าทำร้ายผู้อื่น
ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ความเกลียดชังมันเริ่มเข้ามาบ่มเพาะผมขึ้นในทุกขณะ ในทุกอารมณ์ จริงๆ
รับรู้ความรู้สึกของตนเอง ได้ แล้ว มันยังไง ตอนนี้ผมก็มีความรู้สึก เกลียดชัง อยู่ดี แต่อย่างมากก้ไม่แสดงออกไป... แต่ในเจเล่า ย่อมเหมือนตกนรกหมกไหม้ อยู่เช่นกัน
ตอนนี้จะทำอย่างไรกับความเกลียดชัง นอกจากเราเกลียดเขา แล้ วเขาก็เกลียดเราด้วยเช่นกัน
หึหึ
การเฝ้าทำร้ายผู้อื่นนั้น เท่ากับ เป็นการทำร้ายตนเอง ... ทางออกคือ ยกเลิกการเฝ้าทำร้ายผู้อื่น
ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ความเกลียดชังมันเริ่มเข้ามาบ่มเพาะผมขึ้นในทุกขณะ ในทุกอารมณ์ จริงๆ
รับรู้ความรู้สึกของตนเอง ได้ แล้ว มันยังไง ตอนนี้ผมก็มีความรู้สึก เกลียดชัง อยู่ดี แต่อย่างมากก้ไม่แสดงออกไป... แต่ในเจเล่า ย่อมเหมือนตกนรกหมกไหม้ อยู่เช่นกัน
ตอนนี้จะทำอย่างไรกับความเกลียดชัง นอกจากเราเกลียดเขา แล้ วเขาก็เกลียดเราด้วยเช่นกัน
หึหึ
24 มกราคม 2553
การปล่อยอัตตา
ยิ่งสูงยิ่งหนาวเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ... การปล่อยวางอัตตา เป็นสิ่งดูเหมือนว่าจะทำได้ยาก บางทีการพยายามทำก็ดูเหมือนจะขัดขัด กับอะไรบางอย่างที่สังคมเรียกมันว่าความถูกต้อง ความเหมาะสม .... ผมรู้สึกว่าคำนี้เป็นสิ่งที่ควรทำลายลงอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป้นเรื่องของการแต่งตัว ซึ่งผมเองปล่อยมาถึงขั้นกบัมาที่เดิมว่า อะไรก็ได้ ดีก็ได้ ไม่ก็ได้ หรูก็ได้ ไม่หรูก้ได้ มันไม่สารถะสำคัญที่ผมสนใจ ...
แต่ในเมื่อคนอื่นยังยึด เราอาจทำไปเพื่อสื่อสารสิ่งที่เราต้องการให้สำเร็จ ..
ผมพยายามลบบล๊อคที่เคยเขียนเหลือไว้อันเดียว เพื่อลดอัตตา พอเขียนเขียนไปรู้สึกเป็นการพอกอัตตา อ้าวแล้วทำไมเหลือไวอันนึงก็อันนี้แหละ เพราะยังปล่อยไม่หมด .. เป็นที่ที่คนที่รู้จักผมยังไม่ค่อยผ่านเข้ามา ไม่ค่อยเป้นที่นิยมเท่าไหร่ ..
การปล่อยอัตตา จะต้องทไปถึงระดับไหน โดยวิธีการที่ไม่ต้องนั่งภาวนา จะทำได้มั๊ย หรือ ว่าควรทำอย่างไร นี่เป็นคำถาม ณ.ขณะห้วงอารมณ์นี้
ไม่ว่าจะเป้นเรื่องของการแต่งตัว ซึ่งผมเองปล่อยมาถึงขั้นกบัมาที่เดิมว่า อะไรก็ได้ ดีก็ได้ ไม่ก็ได้ หรูก็ได้ ไม่หรูก้ได้ มันไม่สารถะสำคัญที่ผมสนใจ ...
แต่ในเมื่อคนอื่นยังยึด เราอาจทำไปเพื่อสื่อสารสิ่งที่เราต้องการให้สำเร็จ ..
ผมพยายามลบบล๊อคที่เคยเขียนเหลือไว้อันเดียว เพื่อลดอัตตา พอเขียนเขียนไปรู้สึกเป็นการพอกอัตตา อ้าวแล้วทำไมเหลือไวอันนึงก็อันนี้แหละ เพราะยังปล่อยไม่หมด .. เป็นที่ที่คนที่รู้จักผมยังไม่ค่อยผ่านเข้ามา ไม่ค่อยเป้นที่นิยมเท่าไหร่ ..
การปล่อยอัตตา จะต้องทไปถึงระดับไหน โดยวิธีการที่ไม่ต้องนั่งภาวนา จะทำได้มั๊ย หรือ ว่าควรทำอย่างไร นี่เป็นคำถาม ณ.ขณะห้วงอารมณ์นี้
03 มกราคม 2553
ระบบแย่คนก็แย่
คนที่เข้าไปอยู่ในระบบที่แย่ บางทียากที่จะฝ่าฝืนระบบที่มีอยู่ได้ เหมือนองค์กรที่แย่แย่ พอเมาอยู่มันก็กลายเป็นคนแย่ไปด้วยกันทั้งหมด ทำอย่างไร ถึงจะชวนกันให้ออกจากระบบที่แย่แย่ออกมาได้ .. อย่าพูดว่าผู้นำนะครับ เพราะว่า ผู้นำอย่างผม มันเป็นแค่ในตำแหน่ง ... ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้หรอกครับ มันมีเครือข่ายที่ยิ่งใหญ่ มีญาติ มีพี่น้อง ... มีความเคยชินอันเป็นทุนเดิม ผมคงมิใช่ผู้เปลี่ยนแปลง ผู้นำคนเดียวจะเปลี่ยนแปลงได้ล่ะหรือ
ผมรู้สึกได้แค่ ล้มเหลวในชีวิตครับ
ผมรู้สึกได้แค่ ล้มเหลวในชีวิตครับ
อาจจะถึงเวลา...
ชีวิตของผมคงไม่ได้คิดจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในการบริหารอะไรนัก มิได้หวังในการเป็นผู้อำนวยการอันยิ่งใหญ่ หรือยิ่งยง
ชีวิตผมยังคงเป็นเหมือนตัวตลก คนพเนจร ที่ไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริงแห่งตัวตน ... ความจริงที่ว่า เราไม่มีอะไรเลย ไม่ได้เก่งกาจ ไม่ได้มีอิทธิพลเหนือต่อสิ่งใด
วันก่อน เป็นวันอะไรก็ไม่รู้ .. มีคนมาด่าผมในวันเดียวกันแต่ไม่ถึงกับพร้อมกัน ในคราวเดียว แต่แบบว่าติดติด
พี่ไม่เหมาะสม.. พี่ทำตัวได้แย่มาก ... พวกเราได้เสียหมอผ่าตัดดีดีไปหนึ่งคน แล้วเราได้ผู้อำนวยการห่วยห่วยมาอีกคน ก็คือผมนั่นเอง เขาพูดตรงตรงใส่หน้าผมนี่แหละครับ
อีกคนบอกว่า "ผมไปถามหลายคนแล้ว ว่าพี่ดีมั๊ย เขาบอกว่าผ.อ.เหรือ ดีมั๊ง.. " แล้วก็สรุปความเห็นของหลายคนที่เขาไปถามมา บอกว่า ... ผมเองเนี่ยไม่เหมาะกับการเป็นผู้บริหาร .....
แล้วพออีกวันหนึ่งก็โดนด่าว่าใส่หน้าเลยครับว่า ไปเลยไป ย้ายไปพรุ่งนี้เลย ....
ผมก็มีความรู้สึกเหมือนกันครับ ผมก้รู้สึกแย่แย่เหมือนกัน
บางทีผมอาจจะไม่เหมาะกับที่นี่
บางคนให้กำลังใจครับบอกว่าเราต้องสู้ แต่ผมมาคิดว่า แล้วผมจะสู้เพื่ออะไร
สู้กับใคร ในเมื่อศัตรูอยู่ในตัวทุกคน และบางครั้งอยู่ในตัวเราด้วย
ผมต้องฆ่าตัวตายนะสิ
...
...
ผมรู้สึกเหนื่อยครับกับเรื่องราวที่โดนเม้าท์แตกนินทา จริงครับผมเป็นผู้บริหารที่ยอดแย่ ...
อดคิดไม่ได้เลยครับว่าผมมาทำให้ร.พ.ปายเสียโอกาสได้ผู้บริหารดีดี ... ผมคิดว่าผมจะไปแล้วครับ
เมืองปาย สวสัดีครับ
ผมท้อแท้ ที่จะยืนหยัด ต่อไป ... ... .. . ... ...... .. แต่ผมได้เรียนรู้นะครับว่าคนเราไม่ได้เกิดาเพื่อเป็นทุกอย่างเราต้องหาให้เจอ หาให้เจอครับว่าเราเป็นอะไร เราชอบอะไร เราถนัดอะไร ...
ชีวิตผมยังคงเป็นเหมือนตัวตลก คนพเนจร ที่ไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริงแห่งตัวตน ... ความจริงที่ว่า เราไม่มีอะไรเลย ไม่ได้เก่งกาจ ไม่ได้มีอิทธิพลเหนือต่อสิ่งใด
วันก่อน เป็นวันอะไรก็ไม่รู้ .. มีคนมาด่าผมในวันเดียวกันแต่ไม่ถึงกับพร้อมกัน ในคราวเดียว แต่แบบว่าติดติด
พี่ไม่เหมาะสม.. พี่ทำตัวได้แย่มาก ... พวกเราได้เสียหมอผ่าตัดดีดีไปหนึ่งคน แล้วเราได้ผู้อำนวยการห่วยห่วยมาอีกคน ก็คือผมนั่นเอง เขาพูดตรงตรงใส่หน้าผมนี่แหละครับ
อีกคนบอกว่า "ผมไปถามหลายคนแล้ว ว่าพี่ดีมั๊ย เขาบอกว่าผ.อ.เหรือ ดีมั๊ง.. " แล้วก็สรุปความเห็นของหลายคนที่เขาไปถามมา บอกว่า ... ผมเองเนี่ยไม่เหมาะกับการเป็นผู้บริหาร .....
แล้วพออีกวันหนึ่งก็โดนด่าว่าใส่หน้าเลยครับว่า ไปเลยไป ย้ายไปพรุ่งนี้เลย ....
ผมก็มีความรู้สึกเหมือนกันครับ ผมก้รู้สึกแย่แย่เหมือนกัน
บางทีผมอาจจะไม่เหมาะกับที่นี่
บางคนให้กำลังใจครับบอกว่าเราต้องสู้ แต่ผมมาคิดว่า แล้วผมจะสู้เพื่ออะไร
สู้กับใคร ในเมื่อศัตรูอยู่ในตัวทุกคน และบางครั้งอยู่ในตัวเราด้วย
ผมต้องฆ่าตัวตายนะสิ
...
...
ผมรู้สึกเหนื่อยครับกับเรื่องราวที่โดนเม้าท์แตกนินทา จริงครับผมเป็นผู้บริหารที่ยอดแย่ ...
อดคิดไม่ได้เลยครับว่าผมมาทำให้ร.พ.ปายเสียโอกาสได้ผู้บริหารดีดี ... ผมคิดว่าผมจะไปแล้วครับ
เมืองปาย สวสัดีครับ
ผมท้อแท้ ที่จะยืนหยัด ต่อไป ... ... .. . ... ...... .. แต่ผมได้เรียนรู้นะครับว่าคนเราไม่ได้เกิดาเพื่อเป็นทุกอย่างเราต้องหาให้เจอ หาให้เจอครับว่าเราเป็นอะไร เราชอบอะไร เราถนัดอะไร ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)